หอยแครง ,หอยคราง

หอยแครง

e0b8abe0b8ade0b8a2e0b981e0b884e0b8a3e0b887

• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anadara granosa
• ชื่ออังกฤษ :
– cockle
– ark shell
หอยแครง (ark shell) จัดเป็นหอยทะเลที่นิยมรับประทานมากชนิดหนึ่ง เนื่องจาก มีเนื้อมาก เนื้อนุ่มเหนียว ให้รสหวาน และสามารถปรุงได้ง่าย นิยมนำมาลวกรับประทาน และใช้ประกอบอาหาร รวมถึงแปรรูปเป็นอาหารต่าง อาทิ หอยแครงดอง หอยแครงอบแห้ง เป็นต้น นอกจากนั้น ยังเป็นหอยที่พบมากในชายฝั่งของประเทศไทย สามารถเลี้ยงง่าย แพร่พันธุ์ได้จำนวนมาก และเติบโตเร็ว
ลักษณะทั่วไป
หอยแครง เป็นหอยสองฝา ที่มีขนาด และลักษณะของฝาทั้งด้านบน และด้านล่างเหมือนกัน ลำตัวถูกหุ้มด้วยเปลือกหินปูนหนา และแข็ง เปลือกมีสีน้ำตาลอมดำ แต่หากอยู่ในน้ำตื้น จะมีสีเป็นสีขาว เปลือกหุ้มมีลักษณะค่อนข้างกลม แผ่นเปลือกโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม บนแผ่นเปลือกมีสันนูน ด้านละ 20 อัน ขนาดหอยใหญ่ได้ถึง 7 ซม.
ภายในเปลือกเป็นลำตัวของหอย ตัวหอยมีสีน้ำตาลแดง คล้ายเลือดมนุษย์เพราะมีสารฮีโมโกลบิล มีกล้ามเนื้อยึดเปลือกแน่น ส่วนหัวที่เห็นไม่ชัด มีเหงือกขนาดใหญ่ไว้สำหรับหายใจ และช่วยในการกรองอาหาร มีการผสมพันธุ์ภายนอกตัว เมื่อระยะตัวอ่อนจะเป็นแพลงตอนขนาเล็ก และค่อยเติบโตสร้างเปลือกจนกลายเป็นรูปร่างหอย

ลักษณะเด่นของหอยแครง

tegillarca-granosa

– ฝาหอยทั้ง 2 ฝา มีขนาดเท่ากัน และมีลักษณะเหมือนกัน
– ส่วนที่ยึดติดของฝาทั้งสองมีลักษณะเป็นบานพับ
– ส่วนหัวมองเห็นไม่ชัด
– ไม่พบแผงฟันในช่องปาก
– เหงือกสำหรับหายใจมีขนาดใหญ่
– ผสมพันธุ์ภายในตัวเอง
– ตัวอ่อนเป็นแพลงก์ตอน

แหล่งอาศัย และการแพร่กระจาย

หอยแครงพบแพร่กระจาย และอาศัยมากบริเวณชายฝั่งที่มีโคลน ห่างจากฝั่งออกไปประมาณ 1-3 กม. อาศัยในระดับความลึกตั้งแต่ 1-3 เมตร โดยจะฝังตัวในโคลนลึกลงไปประมาณ 1-25 ซม. ซึ่งขึ้นกับฤดูกาล และระดับน้ำขึ้นน้ำลง หากน้ำลดจะฝังตัวลงลึก เพื่อป้องกันแดด หากน้ำขึ้นจะฝั่งตัวตื้นๆ พบมากในจังหวัดเพชรบุรี ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และปัตตานี

พฤติกรรม และการกินอาหารของหอยแครง

หอยแครงเป็นสัตว์ที่ฝังตัวอยู่ใต้โคลนบริเวณหาดชายเลน หากน้ำลดจะฝังตัวลงลึกเพื่อป้องกันแสงแดด ส่วนการหาอาหาร หอยแครงจะฝังตัวในโคลนตื้นๆ โดยจะหงายฝาด้านที่ใช้เปิดขึ้นเล็กน้อย โดยให้ฝาด้านหนึ่งดูดน้ำเข้า และฝาอีกด้านพ่นน้ำออก ขณะดูดน้ำเข้าในฝานั้น หอยแครงจะใช้เหงือกกรองอาหาร และพัดอาหารเข้าสู่ปาก โดยมีอาหารหลักเป็นแพลงค์ตอนพืช และแพลงค์ตอนสัตว์ รวมถึงอินทรีย์วัตถุขนาดเล็กต่างๆ ส่วนสิ่งขับถ่าย โคลน ดิน และน้ำทะเล จะถูกพ่นออกมาอีกด้านหนึ่ง

ศัตรูของหอยแครง

  1. หอยหมู

หอยชนิดนี้จะเกาะที่ปากหอยแครง แล้วปล่อยน้ำพิษเข้าในหอยแครงขณะที่หอยแครงอ้าเปลือกออก หลังจากนั้น หอยแครงจะอ้าเปลือกออกมากจนหอยหมูสามารถกัดกินเนื้อข้างในได้ ดังนั้น การเลี้ยงฟาร์มหอยแครงจำเป็นต้องคอยเก็บหอยหมู แล้วนำมาตากแดดให้หมด

  1. หอยตะกาย

หอยชนิดนี้จะใช้วิธีเจาะผ่านฝาหอย แล้วดูดกินเนื้อหอยแครง

  1. หอยกระพง

หอยชนิดนี้จะไม่มีผลต่อหอยแครงโดยตรง แต่เป็นหอยที่ปล่อยสารเป็นเส้นคล้ายเส้นด้าย สารนี้เมื่อตกลงดินจะทำให้หน้าดินโคลนแข็ง ทำให้หอยแครงฝังตัวลงโคลนได้ยาก ซึ่งแก้ได้โดยใช้ไม้กระดานเกลี่ยหน้าดินให้เส้นด้ายแตกกระจาย ไม่รวมตัวกัน

  1. ปลากินลูกหอยชนิดต่างๆ อาทิ ปลากด ปลาดาว และปลากระเบน เป็นต้น

ประโยชน์หอยแครง

  1. เนื้อหอยนำมาลวกน้ำร้อนรับประทาน
  2. เนื้อหอยแปรรูปเป็นหอยแครงดอง หอยแครงตากแห้ง เป็นต้น สำหรับใส่ในส้มตำหรือใช้ประกอบอาหารต่างๆ
  3. เปลือกหอยแครงนำไปเผาเพื่อผลิตปูนขาวหรือผลิตแคลเซียมคาร์บอเนต

สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมต่อหอยแครง

  1. บริเวณชายฝั่งที่เป็นปากแม่น้ำ และมีดินเลนหรือโคลนมาก เนื่องจากมีสารอาหารสูง
  2. พื้นที่เป็นดินเลนหรือโคลนที่มีลักษณะเรียบ ไม่ขรุขระ และลาดเอียงน้อยกว่า 15 องศา
  3. ดินเลนหรือโคลนมีเนื้อละเอียด มีความลึกประมาณ 30-50 ซม.
  4. ดินเลนหรือโคลนมีการทับถมของซากพืช ซากสัตว์หรืออินทรีย์วัตถุต่างๆ
  5. ความลึกของน้ำทะเลประมาณ 0.5-2 เมตร
  6. มีการเปลี่ยนแปลงของความเค็มในช่วง 10.0-30.0 ppm
  7. ไม่อยู่ใกล้ชุมชน อุตสาหกรรมหรือแหล่งมลพิษ

safasfsf.jpg

หอยคราง

sdasdasd.jpg

ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Scapharca  inaequivalvis  Bruguire,  1789
ชื่อสามัญ : Inaequivalve ark
ชื่อภาษาไทย : หอยคราง
ลักษณะทั่วไป : เป็นหอยสองฝาประกบกัน ซึ่งฝาทั้งสองมีขนาดไม่เท่ากัน มีเปลือกนอกเป็น
รูปสามเหลี่ยม ด้านในโปร่งนูน เปลือกหนา ด้านนอกของเปลือกมีร่องยาวเรียงกัน
เป็นแถวประมาณ 20 แถว สีของเปลือกมีสีคล้ำ และมีขนทางด้านหน้าตลอดแนว
ขอบเปลือก
ขนาด : ขนาดที่พบโดยทั่วไปมีความยาว 5-9 เซนติเมตร
การกินอาหาร : กรองอาหารพวกแพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ตอนสัตว์ รวมทั้งซากพืชและซากสัตว์ที่เน่าเปื่อย
การผสมพันธุ์ : หอยครางมีเพศแยก และมีสองเพศในตัวเดียวกัน เพศผู้จะปล่อยน้ำเชื้อก่อนเพื่อกระตุ้นให้เพศเมียปล่อยไข่แล้วผสมพันธุ์ภายนอกตัว
แหล่งที่อยู่อาศัย : ชอบฝังตัวอยู่ในดินทรายปนโคลน ในน้ำทะเลลึกประมาณ 5-6 เมตร
การแพร่กระจาย : พบบริเวณน้ำทะเลลึกในอ่าวไทย อาทิ สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์
ประโยชน์ : เนื้อใช้ประกอบอาหาร ส่วนเปลือกนำไปบดทำปูนขาว
การเลี้ยง : ยังไม่มีการเพาะเลี้ยง ส่วนใหญ่เก็บจากแหล่งธรรมชาติ เป็นสัตว์น้ำที่น่าสนใจทำการศึกาและเพาะเลี้ยงอีกชนิดหนึ่ง

สมาชิก

1. น.ส. อทิตญา โคทอง ม.5/7 เลขที่ 17
2. น.ส. ฑิตยา แก้วปลึก ม.5/7 เลขที่ 18
3. น.ส. ภัคจิรา สิงห์ทอง ม.5/7 เลขที่21
Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s